Username:
Password:

    

 
     ในวงการอุตสาหกรรมและการควบคุมคงจะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่รู้จัก รีเลย์ ที่เป็นอุปกรณ์ที่อาจเรียกได้ว่าจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเครื่องจักร หรือหากเปรียบเครื่องจักรเป็นคน รีเลย์ก็เป็นเหมือนดังอวัยวะที่สำคัญส่วนหนึ่งของร่างกายแม้จะไม่สำคัญอย่างอุปกรณ์ที่ทำงานเปรียบเสมือนสมองสั่งงานอย่าง PLC ก็ตาม ที่นำเอาเรื่องของรีเลย์มาพูดถึงเพราะว่า เรารู้จักรีเลย์แต่ยังไม่รู้จักถึงความสามารถที่แอบแฝงอยู่ของรีเลย์ดังนั้น ผู้เขียนจะขอพูดถึงชนิดและความสามารถของรีเลย์ที่มีใช้กันอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน โดยผู้เขียนหวังว่าจะเกิดประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านทุกท่านนะครับ


รีเลย์นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆดังนี้

1.รีเลย์ใช้งานทั่วไป (General Purpose Relay)
เป็นรีเลย์มาตรฐานที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด การทำงานก็คือ หน้าสัมผัส ของรีเลย์ชนิดนี้จะทำงาน ทันทีเมื่อขดลวดเหนี่ยวนำ ถูกป้อนกระแสไฟฟ้า และจะหยุดทำงาน เมื่อหยุดป้อนกระแสไฟฟ้าให้ นั้นคือ ถ้าต้องการใช้หน้าสัมผัสทำงานตลอดเวลา เราจะต้องป้อนไฟให้แก่ขดลวดเหนี่ยวนำตลอดเวลาด้วย ตัวอย่างรุ่นของรีเลย์ประเภทนี้คือ MY, LY, G2A, MK ของ Omronนั่นเอง (ซึ่งผมจะใช้ในการอ้างอิงในบทความนี้)

 
 

2.เพาว์เวอร์รีเลย์ (Power Relay)
เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องการทนต่อกระแสของ รีเลย์ใช้งานทั่วไปที่สามารถทนกระแสได้น้อย จึงได้มีการคิดและพัฒนาให้รีเลย์ทนกระแสได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งรีเลย์ชนิดนี้จะถูกใช้กับ Load ที่กินกระแสไฟมากๆ (Heavy Loads) ตัวอย่าง รุ่นของรีเลย์ประเภทนี้คือ G4B , G7L และ G7J

 
 

3.แลทชิ่งรีเลย์ (Latching Relay)
เนื่องจากในงานควบคุมอาจจะต้องมีการสร้างเงื่อนไขในการทำงานเช่นกดสวิทซ์ตัวที่ 1 เพื่อเปิดการทำงาน และกดสวิทซ์ตัวที่ 2 เพื่อหยุดการทำงาน เงื่อนไขเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะใช้งานรีเลย์ร่วมกับการต่อวงจรอินเตอร์ล๊อคกันของสวิทซ์เพื่อให้ได้เงื่อนไขดังที่กล่าวมา ดังนั้นจึงได้มีผู้พัฒนารีเลย์เพื่อลดความยุ่งยากในการต่อสายวงจร โดยออกแบบให้ หน้าสัมผัส (Contact) ของรีเลย์ชนิดนี้จะทำงาน ทันทีที่ขดลวดเหนี่ยวนำขา Set ถูกจ่ายกระแสไฟให้ และจะทำงาน ค้างอยู่อย่างนั้นแม้จะหยุดจ่ายกระแสไฟให้แก่ขดลวดเหนี่ยวนำ หน้าสัมผัสจะหยุดทำงาน อีกครั้งเมื่อจ่ายกระแสไฟให้แก่ขา Reset ของรีเลย์ ตัวอย่าง รุ่นของรีเลย์ชนิดนี้คือ MYK และ G2AK

 
 

แต่การใช้งานรีเลย์ประเภทนี้จะมีข้อควรระวังในการใช้งานอยู่ด้วยดังนี้
1. ควรหลีกเลี่ยงที่จะใช้รีเลย์ชนิดนี้ในสภาวะแวดล้อมที่มีสนามแม่เหล็ก ฝุ่น หรือ ในระบบจ่ายไฟที่มีการกระชากมากๆ
2.
หลีกเลี่ยงการป้อนกระแสไฟให้แก่ขา Set และ Reset พร้อมกัน
3. เมื่อมีการติดตั้งรีเลย์ชนิดนี้เรียงติดกันเป็นจำนวนมาก ควรเว้นช่องระหว่างรีเลย์แต่ละตัวอย่างน้อยประมาณ 15 – 20 มิลลิเมตร


4.แรทเชทรีเลย์ (Ratchet Relay)
ในบางครั้งการควบคุมเครื่องจักรเราอาจต้องการใช้งานสวิทซ์เพียง ตัวเดียวในการเปิดและปิดการทำงานของเครื่องจักร ซึ่งเราอาจจะใช้ สวิทซ์ชนิดกดล๊อคในการทำงานลักษณะนี้แต่ในงานบางลักษณะไม่สามารถใช้งานสวิทซ์แบบนี้ได้ จำเป็นต้องใช้งานรีเลย์เป็นตัวสั่งงาน จึงได้มีการออกแบบแรทเชทรีเลย์ขึ้น ลักษณะการทำงานของรีเลย์ชนิดนี้ใกล้เคียงกับแลทชิ่งรีเลย์แต่จะรวมขา Set และ Reset มาไว้ในขาเดียว หากเราป้อนไฟให้แก่ขดลวดเหนี่ยวนำ ในครั้งแรก จะทำให้หน้าสัมผัส ของรีเลย์ทำงาน ทันที และจะทำงานค้างอยู่อย่างนั้นแม้เราจะหยุดจ่ายไฟให้แก่ ขดลวดเหนี่ยวนำ หลังจากนั้นหากเราป้อนไฟให้แก่ขดลวดเหนี่ยวนำอีกครั้งหนึ่งจะทำให้หน้าสัมผัส หยุดทำงาน และจะไม่ทำงานอยู่อย่างนั้นแม้เราจะหยุดจ่ายไฟให้แก่ขดลวดเหนี่ยวนำแล้วก็ตาม จากนั้นหากเราป้อนไฟให้แก่ขดลวดเหนี่ยวนำอีก หน้าสัมผัสจะทำงานอีกครั้ง หน้าสัมผัสจะสลับการทำงานทุกครั้งที่มีการป้อนไฟให้แก่ขดลวดเหนี่ยวนำในแต่ละครั้ง ตัวอย่างรีเลย์ที่มีหลักการทำงานดังนี้คือ G4Q

 
 

5. สเตปปิ้งรีเลย์ (Stepping Relay)
เป็นรีเลย์ที่ช่วยให้ผู้ออกแบบวงจรสามารถออกแบบวงจรการทำงานได้ง่ายขึ้น หน้าสัมผัสของรีเลย์ชนิดนี้จะมีมากกว่าสองหน้าสัมผัส (NO,NC) โดยที่หน้าสัมผัสเหล่านี้จะสลับกันทำงาน เรียงตามลำดับกันไป ซึ่งเราสามารถควบคุมการทำงานของลำดับการทำงานของหน้าสัมผัสโดยการป้อนพัลส์ให้กับขดลวดเหนี่ยวนำ ตัวอย่างรีเลย์ที่มีหลักการทำงานดังนี้คือ G9B-06 และ G9B-12

 
 

วงจรป้องกันหน้าคอนแทค
ในการใช้งานรีเลย์ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นควรต่อวงจรป้องกันหน้าคอนแทคเข้ากับรีเลย์ เพื่อลด Noise และป้องกันการสร้างกรด Nitric และ carbide ซึ่งจะเกิดขึ้นขณะที่หน้าคอนแทคเปิดวงจร การใช้วงจรป้องกันจะช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้ ตารางข้างล่างแสดงตัวอย่างการต่อวงจรป้องกัน โปรดจำไว้เสมอว่า เมื่อใช้รีเลย์ชนิด Fully Sealed ตัดโหลดประเภท Inductive เช่น Solenoid valve จะทำให้เกิดการอาร์ค (Are) ขึ้นที่หน้าคอนแทค ถ้าสภาพแวดล้อมมีความชื้นสูงจะส่งผลทำให้เกิดกรด Nitric ซึ่งจะทำให้รีเลย์ทำงานผิดปกติได้ ดังนั้นควรใช้อุปกรณ์ลด Surge เพื่อลดปัญหาดังกล่าว

ตัวอย่าง Surge Suppressors


คลิกที่รูปเพื่อขยายตาราง
 

นอกจากสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับรีเลย์เพิ่มเติมก็คือ วงจรป้องกันสัญญาณรบกวนของรีเลย์ (Noise Absorption Circuit) โดยรีเลย์บางรุ่นจะมีวงจรป้องกันสัญญาณรบกวนติดตั้งมาภายในรีเลย์ เพื่อกำจัดสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้น เมื่อเราหยุดป้อนกระแสไฟฟ้าให้แก่ขดลวดเหนี่ยวนำ สำหรับวงจรที่ใช้ในการกำจัดสัญญาณรบกวนนั้นโดยทั่วไปที่พบจากของที่บริษัทออมรอน ติดตั้งไว้ในรีเลย์จะมีอยู่ 2 ชนิดคือวงจรที่ใช้ไดโอด (Diode) และวงจรที่ใช้ตัวเก็บประจุและตัวต้านทาน (Capacitance และ Resistance)
จากบทความข้างต้นที่ได้พูดถึงชนิดและการทำงานของรีเลย์ที่มีการใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้ประโยชน์ จากบทความชิ้นนี้ไม่มากก็น้อยซึ่งทางผู้เขียนอาจจะยังไม่ได้กล่าวถึงรีเลย์อีก 1 ชนิดคือ Smart Relay ซึ่งเป็นรีเลย์ที่มีการทำงานคล้ายกับ PLC กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือรีเลย์ชนิดนี้สามารถเขียนโปรแกรมสั่งงานได้ เพราะไม่ต้องการให้ผู้อ่านสับสนกับเนื้อหาข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมท่านสามารถศึกษาได้จาก www.omron-ap.co.th

 

 

Copyright © OMRON Electronics Co., Ltd.